เศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสีย

สิ่งที่ทําให้เราเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่สิ่งร้ายๆที่เข้ามาในชีวิตแต่คือสิ่งดีๆที่เราไม่ยอมปล่อยวาง

206603 ศุภกร เลาหสงคราม

นักจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychologist)


สิ่งที่ทําให้เราเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่สิ่งร้ายๆที่เข้ามาในชีวิต แต่คือสิ่งดีๆที่เราไม่ยอมปล่อยวาง

It is not bad things that happened to us but the good things that we are unwilling to let go that hurts us the most.

เหตุที่ทําให้เราทุกข์ทรมานเสียใจนั้นไม่ใช่เพราะคนที่เรารักนั้นจากเราไป แต่เพราะใจของเราเองต่างหากที่ไม่ปล่อยวาง ยิ่งเราอยากที่จะยื้อให้เขายังอยู่กับเรา ไม่ยอมรับความจริง อยากให้เขาไม่จากเราไปมากเท่าไหร่ เรายิ่งทุกข์ นี้ก็เพราะว่าการจากลานั้นเป็นความจริงที่แน่นอนของชีวิต ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย คนเราเกิดมาก็ต้องตายเป็นธรรมดา การที่เราไม่อยากที่จะยอมปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามกระแสของความจริงต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์

อย่าไปหาเหตุผลกับสิ่งที่ไม่ต้องการเหตุผล

การสูญเสียมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ต้องการเหตุผลใดๆ มันไม่มีความยุติธรรม ไม่มีอะไรที่ควรหรือไม่ควร ไม่มีช้าไปหรือไวไป แค่คนเราเกิดมาก็เลือกไม่ได้แล้วว่าจะเกิดมาอย่างไร หน้าตาอย่างไร ฐานะทางสังคมเป็นอย่างไร เกิดที่ไหน จะได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นหรือไม่ เช่นเดียวกับการเกิด การตายก็ไม่ได้มีเหตุผลเช่นเดียวกัน

ในฐานะที่ผมเองได้ทํางานอยู่ในโรงพยาบาล มีโอกาสได้เจอกับคนไข้นับพันที่ต่างมีชีวิตหลากหลาย บางคนดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ออกกําลังกายเป็นประจํา กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ มีสุขภาพจิตที่ดี แต่สุดท้ายก็ตายด้วยโรคมะเร็งก่อนวัยอันควร บางคนต่อให้กินเหล้าสูญบุหรี่เป็นปกติ แต่กลับมีชีวิตยืนยาวก็ยังมี นี้คือความจริงของชีวิตที่ไม่เคยมีอะไรแน่นอนและไม่เคยเป็นอย่างที่เราคิด

แต่เมื่อถึงเวลาที่คนที่เรารักจากเราไป เรามักพูดว่า "เขาไม่น่าจะจากเราไปไวเลย" "เขาก็ดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด เขาไม่ควรจะที่จะเสียชีวิตได้ไวขนาดนี้" เรากลับไปมีเหตุผล ว่าอะไรควร หรือ ไม่ควร ตามความคิดและความอยากของเรา ไปคาดหวังว่า อะไรน่าจะเป็นหรือว่าไม่น่าจะเป็น ว่าความตายนั้นควรมาไวหรือช้า นี้เป็นแค่ความคิด ความต้องการ และ ความคาดหวังของเราที่ไม่ได้เกี่ยวหรือสอดคล้องอะไรกับความจริง

ความจริงก็คือ โลกไม่เคยเป็นไปตามที่เราคิด ยิ่งเรามีความคาดหวังกับโลกมากเท่าไหร่ เรายิ่งทุกข์ง่ายเท่านั้น ยิ่งเราไปมีเหตุผลที่ว่าโลกควรหรือไม่ควรเป็นอย่างไรเรายิ่งมีความคาดหวังที่ทําให้เราผิดหวัง ความตายนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกขณะ และเมื่อเราไปมีความคาดหวังกับสิ่งที่คาดหวังอะไรไม่ได้ผลลัพธ์ก็คือความเศร้าโศกเสียใจ

อยู่หรือตายแล้วแต่ฟ้าขิลิต

ไม่มีใครรู้ได้ว่าเราจะอยู่หรือจะตายเมื่อไหร่ แค่วันนี้เรานอนไป เรายังพูดกับตัวเองไม่ได้เลยว่าเราจะตื่นมาหรือไม่ ขนาดชีวิตเราเองเรายังกําหมดไม่ได้ แล้วเรามีสิทธิอะไรไปอยากให้คนที่เราสูญเสียไม่จากเราไป จะอยู่หรือตายสุดท้ายแล้วไม่ใช่เรื่องของเราที่จะไปควบคุมไปคาดหวังไปอยากให้มันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ มันจะมาเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ฟ้าลิขิต สิ่งที่เราทําได้ก็เพียงทําหน้าที่ต่อชีวิตของเราให้ถูกต้องและเต็มที่ เช่น การดูแลสุขภาพ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินหารที่ดี มีความสุข และสุดท้ายเมื่อความตายมาเยือนก็โอบกอดมันด้วยใจที่อ่อนน้อมและยอมรับ ยิ้มต่อความจริงที่ทุกคนที่เกิดมาแล้วสุดท้ายก็ต้องพบ

ความรักที่แท้จริงคือการปล่อยวาง

If you truly love someone, you need to let them go.

เรามักคิดว่าการที่เราอยากให้ใครไม่ไปจากชีวิตเรานั้นคือความรัก แต่ถ้าในทางกลับกัน หากเราลองจินตนาการว่าถ้าเราเองกลับเป็นคนที่จากไปแล้วเขาอยู่ สลับที่กัน เราจะอยากเห็นคนที่เราทิ้งไว้ข้างหลังเป็นอย่างไร? ถ้าเราต้องเห็นเขาทุกข์ทรมาร เสียใจ ร้องไห เราจะสามารถไปได้อย่างสงบสุขไหม? แน่นอน คําตอบก็คือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จริงๆแล้วเราอยากเห็นหากเราเองเป็นคนจากไปก็คือการที่คนที่ยังอยู่ ยังคิดถึงเรา แต่ก็ไม่ได้จมอยู่กับความเสียใจ ยังใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างดีและมีความสุข

หากเรารักคนที่เราสูญเสียไปจริงๆ เราต้องปล่อยให้เขาไปดี ไม่ใช่ไปรักเขาโดยการยื้อ โดยการอยากให้เขาอยู่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นไปไม่ได้ ไม่เป็นประโยชน์ มันยังทําให้เราจมไปกับความเศร้า

เพราะเหตุนี้ การยอมรับกับความจริงและใช้ชีวิตของเราให้ดีที่สุดต่อไปต่างหากคือการแสดงความรักที่แท้จริงต่อคนที่จากไป เพราะหากว่าวันใดเขาได้มองลงมาเห็นเรามีความสุข เขาเองก็จะได้ไปอย่างมีความสุข การที่เราอยากให้เขาอยู่มันไม่ใช่ความรัก มันแค่เป็นความเห็นแก่ตัวของเราเองที่อยากให้เขาไม่ไป โดยมองข้ามหรือคํานึงถึงความต้องการที่แท้จริงของคนที่จากเราไป

อยู่กับความเศร้าให้เป็น

ไม่มีใครที่จะสามารถ move on หรือ รักษาอาการความเสียใจจากการสูญเสียได้ทันที ต่อให้เป้าหมายของการรักษาก็คือการออกจากความเสียใจก็ตาม แต่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรที่จะต่อต้านและไม่ยอมให้ตัวเองเสียใจ เมื่อคนที่เรารักเราผูกพันจากเราไป แน่นอนเราก็ต้องเศร้าเป็นธรรมดา เราไม่สามารถจะไปห้ามไม่ให้มันไม่รู้สึกเศร้าได้ แต่สิ่งที่เราทําได้ก็คือการเลือกที่จะอยู่กับมันอย่างไรให้ดี เมื่อเข้าใจเช่นนี้ สิ่งที่เราควรทําก็คือการเปิดโอกาสตัวเองในการเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่ปล่อยใจเราให้จมหรือดําดิ่งไปกับมัน แต่ก็ต่อต้านหรือปฎิเสธมัน อยู่กับอย่างเป็นกลาง ด้วยสติและความเข้าใจธรรมชาติของมัน

การเลือกที่จะเยียวยาและก้าวต่อไป

ก้าวแรกของการเยี่ยวยารักษาใจ เริ่มจากการตัดสินใจว่าเราจะmove on หรือเลือกที่จะพอกับความเศร้าโศกเสียใจจากความสูญเสีย

ข้อคิดที่สําคัญก็คือ ไม่มีใครที่จะมาบังคับให้เราเลิกเศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียได้นอกจากตัวเราเอง หากว่าเรายังรู้สึกว่าความเศร้าโศกของเรามันยังไม่มากพอต่อความสูญเสีย ยังโทษตัวเอง ยังรู้สึกผิดต่อการจากไปของคนที่เรารัก ยังยึดติดกับเวลาดีๆที่เคยมีร่วมกันในอดีต ยังไม่อยากที่จะยอมรับความจริง ก็ไม่มีใครมาห้ามหรือเอาเราออกจากความทุกข์ได้

เหมือนเราเอาตัวเองไปคุมขังไวในเรือนจํา แต่เรือนจํานี้จะไม่มีผู้คุมขัง ไม่มีอะไรที่ห้ามไม่ให้เราหนีออกมา มีประตูที่เปิดและเข้าออกได้ 24 ชั่วโมง แต่ว่าเราเองกลับไม่อนุญาติให้ตัวเองออกมา หลายคนก็ติดอยู่ในกับดักนี้เป็นสิบยี่สิบปี หรือไม่ก็ตลอดชีวิตเลยก็ยังมี

เราได้พูดไปแล้วว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทําให้กับคนที่จากเราไปก็คือการที่เราปล่อยให้เขาไปจากชีวิตเรา ไม่ยื้อและใช้ชีวิตให้ดี เช่นเดียวกัน สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทําให้กับตัวเองแต่ก็คือการที่เลือกที่จะปล่อยวางความทุกข์เพื่ออนุญาติให้ตัวเองก้าวออกมาเป็นอิสระจากความทุกข์

"The kindest thing that you can do for yourself is to let people go. Let it hurt and let it heal."

วิธีการรักษาใจจากความสูญเสียในระยะสั้น

ระยะแรกของการรักษาอาการสูญเสียคือช่วงเวลาที่ยากลําบากที่สุด มันเป็นเวลาที่เราต้อง 1) มีคนรอบข้างค่อยรับฟัง ช่วยเหลือ ให้กําลังใจและอยู่เคียงข้างเรา และ 2) ไม่ปล่อยตัวเองให้จมไปกับความเศร้าโดยการมีสติและกิจกรรมที่ค่อยช่วยดึงเราให้ไม่จมไปกับความรู้สึก

ปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยสําหรับคนที่เผชิญกับความสูญเสียก็คือ การที่เราเลือกที่จะปลีกตัวเองออกจากสังคม การทําเช่นนี้ ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทําให้เรายิ่งดิ่งลงไปกับอารมณ์และความคิดในแง่ลบได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อคนที่เราเสียไปนั้นอาจจะเป็นคนที่เราพึ่งพา เป็นคนที่เรารักและผูกพัน หรืออาจจะยกให้เป็นทั้งหมดของชีวิตเรา นี้ก็ยิ่งทําให้ความเศร้านั้นหนักหนวงจนบางที เราเองก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะเอาตัวเองออกมาจากความทุกข์ได้

อาการเสียใจของเราเป็นสิ่งธรรมชาติที่เข้าใจได้ว่าทําไมมันถึงส่งผลกระทบและทําให้เราเศร้าได้มากขนาดนี้ เราจะห้ามความรู้สึกไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทําได้ก็คือรับมือกับความเศร้าโศกเสียใจนี้อย่างไรให้ดี เมื่อความเศร้าโศกเสียใจมันถาโทมและมากเกินกว่าที่เราจะรับไหว คนที่ฉลาดก็ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราก็จําเป็นที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นบ้าง ซึ่งในที่นี้ก็อาจจะหมายถึง ครอบครัว เพื่อน คนที่รักเรา หรือว่าผู้เชี่ยวชาญ

มษุนย์เป็นสัตว์สังคม การช่วยเหลือกันและกันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นอย่าปิดกั้นตัวเอง ลองยื่นมือไปหาคนที่ช่วยเราได้ ไม่ต้องเกรงใจ เพราะถ้าสถาณการสลับกัน หากเรามีเพื่อนหรือญาติที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา เราเองก็ยินดีช่วยเหมือนกัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่สําคัญไม่แพ้กันก็คือการที่เราควรที่จะไม่ปล่อยให้ตัวเองจมไม่กับความคิดหรือว่าความรู้สึกของเราเอง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือการทําสติ การมีสติทุกครั้งที่ใจเรากลับไปย่อนคิดถึงอดีตที่เจ็บปวด และดึงสติเรากลับมาอยู่กับลมหายใจแทน นี้ก็เป็นการฝึกที่ช่วยสอนให้จิตใจเราอยู่กับความจริงที่อยู่ข้างหน้าแทนที่จะไปหมกหมุ่นกับอดีตที่ได้ผ่านไปแล้ว

อีกวิธีหนึ่งที่ง่ายก็คือการทําตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ วางแผนและหากิจกรรมทําในทุกๆวันให้ชีวิตเรานั้นมีความหมาย เอาตัวเองออกไปข้างนอก ออกกําลังกาย ไปเที่ยว ไปเจอเพื่อน หรือว่าทําอะไรก็ได้เพื่อให้เราไม่จมไปกับความเศร้า นี้ก็เป็นวิธีรักษาอาการเศร้าในระยะสั้นได้ดี และยิ่งถ้ามีคนอื่นที่ค่อยดึงเราไปหากิจกรรมทําได้ก็ยิ่งดี

อยากยํ่าว่านี้ไม่ได้เป็นวิธีรักษาความเศร้าที่ต้นตอแต่ก็เป็นแค่การบรรเทาอาการความเจ็บปวดในเบื่องต้น เป้าหมายก็เพื่อให้ความทุกข์มันไม่แย่ไปกว่าเดิม นี้ก็แปลว่ามันไม่พอ เหมือนเราแค่กลบเกลื่อนแผลในใจของเรา แต่เราไม่ได้รักษามัน ผลลัพธ์ก็คือเมื่อเวลาผ่านไปเดี๋ยวมันก็จะกลับเข้ามาให้เรานึกถึง เหมือนอาการเจ็บของแผลที่ต่อให้เราพยายามไม่มองไม่สนใจ แต่เพราะมันยังไม่ได้รักษา มันก็ยังเจ็บอยู่ ดังนั้นเราก็ต้องเข้าใจการรักษาจิตใจในระยะกลางและยาวด้วย

คําแนะนําในหน้าที่สําหรับคนรอบข้างที่ต้องดูแลคนที่เพิ่งประสบความสูญเสีย

  • ให้เวลาและพื้นที่ให้เขาเสียใจและจัดการกับความรู้สึก อย่าไปเร่งให้เขาหายจากความเศร้า
  • อย่าไปพูดลดค่าของความรู้สึกของคนที่เสียใจ เพราะเราไม่มีวันเข้าใจหรือรับรู้ถึงความเสียใจของเขาได้ เราเกียรติความรู้สึกของเขา และเข้าใจเขาในมุมมองของเขา
  • อยู่เคียงข้างเขา ค่อยรับฟังแนะนํา ให้คําปรึกษา และให้กําลังใจเพื่อให้เขาสามารถ move on ได้
  • ชักชวนและพาให้เขาออกไปทํากิจกรรม เพื่อไม่ให้เขาจมกับความเศร้านานเกินไป
  • ชักชวนให้เขาไปพบผู้เชียญชานเพื่อสร้างแนวทางในการรักษาที่ชัดเจน

วิธีการรักษาจิตใจในระยะกลางและยาว: การรักษาจิตใจที่ต้นตอ

ในระยะกลางและยาว เป้าหมายของการรักษาก็คือการจัดการและถอนความรู้สึกลบๆที่มีต่อความสูญเสียที่ยังทําให้เรา move on ไม่ได้ เช่น ความรู้สึกเสียใจว่าเราน่าจะดูแลเขาได้ดีกว่านี้ ความรู้สึกโกรธคนรอบข้างหรือตัวเราเองที่อาจจะไม่ได้ทําหน้าที่ในการดูและหรือบางทีอาจจะมีส่วนในการที่ทําให้คนที่เรารักเราจากไป ความรู้สึกหมดกําลังใจในการใช้ชีวิตเพราะเมื่อคนที่สําคัญในชีวิตเราที่สุดจากไป เราเองก็เคว้งและไม่รู้จะอยู่ไปเพื่อใคร ความรู้สึกเสียดายและคิดถึงอดีตที่ดีๆที่เราเคยมีกับเขา ความรู้สึกสงสัยไม่เข้าใจและยอมรับไม่ได้กับการสูญเสีย นี้คือตัวอย่างของบางความรู้สึกที่พบบ่อย ซึ่งตราบใดที่ความรู้สึกนี้ยังอยู่ในใจเรา แผลในใจเราก็ยังอยู่ ดังนั้นหน้าที่ของเราในการรักษาก็คือการทําให้มันเบาบางลดจนหมดไปจากใจเรา

ปัญหาใหญ่ที่ทําให้คนเราไม่สามารถ move on หรือรักษาให้หายได้จากความรู้สึกสูญเสียก็คือการทําสิ่งที่ตรงกันข้าม นั้นก็คือการไปส่งเสริมความรู้สึกทางด่านลบ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะรู้สึกผิดที่เราไม่ได้ดูแลคนที่จากไปดีเท่าที่เราคาดหวัง เวลาเราอยู่คนเดียวจิตใจเราก็อาจจะจะชวนให้เราไปคิดถึง จุดไหนที่เราทําบกพร่อง จุดไหนที่เราน่าจะทําได้ดีกว่านี้ คิดวนไปวนมา และเมื่อเราไปต่อยอด ไปให้ท้ายความรู้สึกผิดนี้ มันก็คือการไปส่งเสริมความรู้สึกแย่ที่เรามีอยู่ ผลลัพธ์ก็คือจากที่เรารู้สึกผิดอยู่แล้ว ตอนนี้เราก็ยิ่งรู้สึกผิดมากเข้าไปใหญ่ ต่อให้มันเป็นความผิดของเราจริงๆก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อเราในปัจจุบันแล้ว มันยิ่งเป็นการซํ่าเติมตัวเองให้เรารู้สึกแย่กว่าเดิม จนอาจจะมีอาการคิดมากและนอนไม่หลับเลยก็มี

อารมณ์มนุษย์นั้นเหมือนกองไฟ หากเราใส่ฟืนไม้เข้าไป ไฟมันก็ยิ่งโหม แต่หากว่าเราไม่ทําอะไร แค่ปล่อยมันเฉยๆ ไม่นานมันก็มอดดับไปของมันเอง ดังนั้น แทนที่เราจะซํ่าเติมตัวเอง เวลาจิตใจเรามาชักชวนให้ไปหาเหตุผลว่าทําไมเราควรรู้สึกผิด เราก็ควรหยุดตัวเอง หรือพยายามคิดอีกด้าน เช่น ให้ความเป็นธรรมกับตัวเองให้มากขึ้นว่าจริงๆแล้วเราก็ทําอะไรไปให้เขาไปบ้าง นี้คือการรักษาใจเราเอง เหมือนการเอานํ้าไปลาดให้ไฟในใจเรานั้นมอดและเบาบางลง

การเปลี่ยนความรู้สึกตัวเองนั้นก็ต้องใช้เวลา ต้องค่อยๆกล่อม ค่อยๆโน้มน้าว และค่อยสอนใจตัวเองให้เห็นประโยชด์ของการปล่อยวางอารมณ์พวกนี้ ยกตัวอย่างเช่น การให้อภัยตัวเองจากความรู้สึกผิด บางคนรู้สึกว่าตัวเองผิดก็เลยไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุขเหมือนเป็นการลงโทษตัวเองไปในตัว การเห็นตัวทํากับตัวเองเช่นนี้ก็ช่วยให้เราหยุดการทําเช่นนี้กับตัวเองได้

นอกการไม่เอาฟืนไปใส่ไฟ และการพยายามลาดนํ้าลงไปเพื่อให้อารมณ์เรานั้นเบาบางลง เทคนิคหรือวิธีในการถอนอารมณ์อื่นๆที่อยากแนะนําก็มีตามนี้:

  • หาโทษของการที่เราติดอยู่ในอารมณ์
  • หาประโยชน์ของการที่เราควรออกจากอารมณ์
  • มีสติเวลาที่เราจะไปส่งเสริมหรือปฎิเสธอารมณ์นั้นๆ เพื่อที่เราจะหยุดตัวเองได้ทัน
  • การทําความเข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง
  • การไม่ไปหาเหตุและผล
  • การไม่ไปหาว่าใครผิดหรือถูก
  • การพิจราณาถึงประโยชด์ปัจจุบันมากกว่าอดีต ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทําได้ในตอนนี้ทั่งต่อคนที่จากไปและต่อตัวเราเอง
  • การฝึกสมาธิเพื่อสร้างรากฐานให้กับจิตใจให้มั่นคง
  • พูดคุยความในใจกับคนอื่น เพื่อเราจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ นอกจากที่จะอยู่แต่ในหัวและความคิดของเราคนเดียว เราอาจจะมองว่าเราผิด เราไม่ดี แต่พอคุยกับคนอื่นแล้วเขาอาจจะมองว่าเรานั้นโหดร้ายกับตัวเองเกิน และจริงๆแล้วเราควรดีใจที่เราได้ทําเต็มที่แล้วเป็นได้

หาเป้าหมายและความสุขใหม่ในชีวิตที่ไม่มีเขา

นอกจากการที่เราจะต้องจัดการกับความทุกข์ที่มาจากการสูญเสียแล้ว เราเองก็ต้องสร้างความสุขขึ้นมาทดแทนด้วยเช่นกัน ความสุขนั้นมันอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ชีวิตคนเรามันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการที่เราไม่มีความทุกข์ ความสุขต่างหากที่ทําให้เราอยากอยู่ ทําให้เรารู้คําตอบของชีวิตเราว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร

ปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยก็คือการที่เราไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุขเพราะเรารู้สึกเหมือนการที่เรามีความสุขนั้นคือการที่เราไม่รักหรือให้เกียรติคนที่จากไป แต่อย่างที่เราได้พูดกันแล้วในหัวข้อ "ความรักที่แท้จริงคือการปล่อยวาง" การที่เราอยู่โดยไม่มีความสุขต่างหากคือการที่เราไม่รักหรือให้เกียรติทั้งคนที่จากไป เพราะเหตุนี้ ขั้นตอนแรกก็การเปิดใจที่จะยอมให้ตัวเองมีความสุข

หน้าตาของความสุขของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องให้เวลากับตัวเองเพื่อค้นหาความสุขใหม่ สร้างและหาเป้าหมายให้กับชีวิตของเราใหม่ เราอาจจะต้องกลับมาทบทวนชีวิตและวาดภาพชีวิตที่มีความสุขของเราใหม่ หากยังไม่รู้ก็อาจจะแปลว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องเอาตัวเองออกไปเพื่อศึกษา เรียนรู้และค้นหาอะไรเพิ่มเติม

หากเราไม่แน่ใจว่าจะทําอะไรจริงๆ อย่างน้อยก็กลับมาดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพ กินหาอาหารที่มีประโยชด์ หากิจกรรมเชิงบวกให้กับตัวเอง เป้าหมายที่สําคัญก็คือการทําให้ชีวิตเรานั้นมีความหมายในทุกๆวันจนกิจวัตรที่ไม่เพียงพยุงไม่ทําให้เราจมไปกับความเศร้าแต่เป็นรากฐานความสุขของเราสามารถเจริญงอกงามได้ต่อ

ความจากลานั้นเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่เราควรเตรียมใจไว้ทุกขณะ

เหตุหนึ่งที่ทําให้เรายอมรับและอยู่กับความสูญเสียได้ยากก็คือการที่เราไม่ได้มีการเตรียมใจที่มากพอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่โรงเรียนก็ไม่เคยสอน คนในครอบครัวก็ไม่เคยบอก และหลายครั้งความตายก็เป็นสิ่งที่สังคมพยายามหลีเลี่ยงที่จะพูดถึง เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อความตายมาเยื่อน เราก็รับมือไม่เป็น ทําใจไม่ได้ และยอมรับความจริงของมันได้ยาก

เราห่างจากความจริงของชีวิตที่ว่า ทุกคนที่เกิดมาก็ต้องตายเป็นธรรมดา และความตายนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกขณะ โดยที่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ว่าใครจะไปก่อนใคร หรือว่าเพราะเหตุอะไร

ในพุทธศาสนา นี้คือการพิจราณาที่เรียกว่า "มรณสติ" คือการเข้าใจความเป็นธรรมดาของความตาย ที่ 1) เราไม่สามารถจะไปควบคุม หรือหวังให้มันเกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ (อนัตตา) 2) เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย ไม่ช้าหรือเร็ว (ทุกขัง) 3) ชีวิตนั้นเอาแน่อย่างที่ใจเราอยากไม่ได้ ความไม่แน่นอนเท่านั้นที่แน่นอนที่สุด (อนิจจัง)ดังนั้น ยิ่งเราอยากให้ความจริงเป็นอย่างใจเรามากเท่าไร เรายิ่งทุกข์ ดังนั้นอย่าไปอยากให้ชีวิตเป็นไปตามที่เราหวัง ฝึกใจให้ อยู่กับความจริงไม่ใช่ความอยาก

ควรพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เมื่อ...

  1. ไม่มีทางออก
  2. อาการไม่ดีขึ้น
  3. พยายามแล้วแต่ไม่ได้ผล

สามารถใช้บริการปรึกษากับนักจิตวิทยาหรือสอบถามรายระเอียดได้ตามลิงก์นี้:

ปรึกษานักจิตวิทยา

สามารถใช้บริการปรึกษากับนักจิตวิทยาหรือสอบถามรายระเอียดได้ตามลิงก์นี้:

ปรึกษานักจิตวิทยา

สามารถให้ความคิดเห็นให้ กําลังใจ และช่วยพัฒนาได้ที่:

แบบฟอร์ม Feedback

ขอบคุณทุกความคิดเห็นและจะเอาไปพัฒนากล่องยาประจําใจครับ

สําหรับท่านที่อยากมีกล่องยาสามัญประจําใจไว้ที่บ้านหรือเป็นของฝากให้คนอื่นเมื่อกล่องยาประจําใจตีพิม สามารถติดต่อสั่งจองได้ที่:

แบบฟอร์มสั่งจองกล่องยาสามัญประจําใจ

หรือ

Line: @schooloflife

Line: @schooloflife

ตัวยาอาจจะใช้ได้กับบางคนแต่อาจจะไม่เหมาะกับบางคน โปรคใช้วิจรณญานและเลือกใช้ได้สิ่งที่เรารู้สึกว่าน่าจะใช้ได้ อะไรใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องใช้

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

อยู่กับความจริงไม่ใช่ความอยาก

ใจที่ยังไม่ได้ฝึกอยู่กับความอยาก ใจที่ฝึกดีแล้วอยู่กับความจริง

#บทความพัฒนาใจ